(close this window to go back to thaicosderm)

การรักษาสิว
พญ.สุหัทยา อังสุวรังษี


การรักษาสิวในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปกว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เรามียาทา ยารับประทาน ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งมีการรักษาอื่น เช่น การใช้แสงในความยาวคลื่นต่างๆ มาช่วยในการรักษาสิว ทั้งระยะอักเสบ และสามารถรักษาแผลเป็นจากสิวให้ดีขึ้น

โดยทั่วไป แพทย์จะดูว่าสิวที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากธรรมชาติ หรือมีปัจจัยอื่นที่เลี่ยงได้ เช่นการแพ้เครื่องสำอาง หรือมีความผิดปกติอื่น เช่นภาวะถุงน้ำในรังไข่ ซึ่งจะทำให้มีการผลิตฮอร์โมนเพศชายเพิ่มมากขึ้น คนไข้นอกจากจะมีสิวมากแล้ว ยังมักมีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีขนขึ้นมาก หรือเป็นสิวที่เกิดจากยา ที่คนไข้จำเป็นต้องใช้รักษาโรคอื่นอยู่ เช่น ยาวัณโรค ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น

สำหรับการเลือกใช้ยารักษา จะขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของสิว ถ้าเป็นไม่มาก จะใช้ยาทารักษาสิว ซึ่งยาทามีหลายชนิด ออกฤทธิ์ต่างๆ กัน บางชนิดลดเชื้อแบคทีเรีย บางชนิดลดการอุดตัน บางชนิดลดการอักเสบ เป็นต้น แนวทางการรักษาในปัจจุบัน จะใช้ยาทาหลายชนิดที่ออกฤทธิ์ต่างกัน ร่วมกันรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สิวหายเร็วชึ้น และช่วยลดการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย P.acnes แพทย์อาจให้ทายาบางชนิดตอนเช้า บางชนิดก่อนนอน บางชนิดก่อนล้างหน้า บางชนิดหลังล้างหน้า เป็นต้น ไม่ควรทายามากเกินไป หรือบ่อยเกินกว่าที่แพทย์แนะนำ เพราะยาทารักษาสิวหลายตัว ทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหน้าลอกแดงได้

ถ้าสิวรุนแรงหรืออักเสบมากขึ้น อาจต้องใช้ยารับประทาน ร่วมกับยาทา ยารับประทานในการรักษาสิว มีสามกลุ่มหลัก ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ยากลุ่มกรดวิตะมินเอ และยาในกลุ่มฮอร์โมน ยารับประทานทั้งสามกลุ่ม ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ กว่าจะได้ผลเต็มที่ และมักต้องให้ยาต่ออีกระยะ หลังได้ผลในการรักษาแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้ในความควบคุมดูแลของแพทย์ เพราะการรับประทานยาเหล่านี้ในระยะเวลานานๆ มีความจำเป็นต้องตรวจเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา เช่น ตรวจดูการทำงานของตับไต ไขมันในเส้นเลือด เป็นต้น นอกจากนั้น แพทย์จะช่วยประเมินให้ได้ว่า มีความเสี่ยงในการใช้ยาในกลุ่มดังกล่าวหรือไม่ เช่น คนที่มีประวัติมะเร็งเต้านม หรือเส้นเลือดอุดตันในครอบครัว คนที่สูบบุหรี่ ไม่ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นต้น

นอกจากรักษาโดยใช้ยาแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำแสงเลเซอร์ และแสงความเข้มสูง (pulsed light) มาใช้ในการรักษาสิว ซึ่งการศึกษาในระยะแรก บ่งว่าน่าจะได้ผล แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการศึกษาในจำนวนผู้ป่วยยังไม่มาก และยังไม่ทราบผลระยะยาว แต่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในกรณีไม่สามารถใช้การรักษาโดยวิธีมาตรฐานได้ 

ข้อแนะนำในการรักษาสิว

  1. ควรเข้าใจว่า สิวไม่ใช่โรคที่สามารถรักษาหายขาด โดยไม่กลับมาเป็นอีก เนื่องจากการเกิดสิว มีปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ดังนั้น ในช่วงวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว การมีสิวจึงเป็นเรื่องปกติ 

  2. ควรเข้าใจว่า การรักษาสิวต้องใช้เวลา ไม่มียาวิเศษใด ที่ทำให้สิวหายได้รวดเร็วในวันสองวัน โดยทั่วไป ยาจะได้ประสิทธิภาพเต็มที่ ใน 6-8 สัปดาห์ หลังจากรักษาสิวจนดีขึ้นแล้ว ควรทายาต่อไปอีก เพื่อป้องกันการเกิดสิวขึ้นใหม่

  3. หากเป็นสิวไม่รุนแรง ไม่อักเสบ มักใช้ยาทารักษาสิว แต่หากไม่ได้ผล หรือสิวรุนแรงขึ้น หรือจำเป็นต้องใช้ยารับประทาน ควรปรึกษาแพทย์

  4. หากกำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังวางแผนจะตั้งครรภ์ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะยารักษาสิว ทั้งยาทาและยารับประทาน มีบางชนิดที่ไม่ควรใช้ในขณะตั้งครรภ์ บางชนิดเป็นยาต้องห้ามในหญิงตั้งครรภ์

  5. การรักษาสิวควรรักษาแต่ระยะเริ่มแรก จะได้ผลดี และหายได้เร็วกว่ารักษาเมื่อสิวรุนแรงแล้ว ถ้าปล่อยให้มีการอักเสบมาก อาจเป็นสาเหตุของแผลเป็นสิว ทิ้งร่องรอยไว้ภายหลังได้

 

Copyright 2000-4,Thaicosderm,
All rights reserved.

Disclaimer
webmaster
info@thaicosderm.org