(close this window to go back to Thaicosderm)
ความสัมพันธ์ระหว่างโรคผิวหนัง-กล้ามเนื้ออักเสบ และมะเร็ง
ธาดา เปี่ยมพงศ์สานต์
หญิงใบ้ โสดอายุ 30 ปี มาพบผู้เขียนด้วยอาการ มีผื่นแดงๆ สีม่วงๆ ตามใบหน้า คอ ไม่มีอาการคัน มาประมาณ 2-6 สัปดาห์ พบแพทย์ที่อื่น ได้ยาแก้แพ้ อาการผื่นแดงก็ไม่หาย อาการอื่นๆ ตรวจไม่พบ ผู้เขียน สังเกตว่า ผื่นแดงม่วงนี้ ไม่บวมเหมือนลมพิษทั่วไป อาจเป็นอาการของ โรคผิวหนัง-กล้ามเนื้อ อักเสบ (Dermatomyositis)
ตามปกติโรคนี้ มาด้วยอาการ ผื่นม่วงแดง รอบดวงตา หนังขอบตาบวม อาการเริ่มต้นทางกล้ามเนื้อ คือ หวีผมไม่ได้ ไม่มีแรง เดินได้ไม่นานก็เมื่อย และหมดแรง มีผื่นม่วงแดง บริเวณหลังข้อนิ้วมือ ขอบเล็บมีเส้นเลือดฝอยชัดเจน ผื่นตามตัว อาจมีสีแดงสลับสีขาวสีดำ ก้อนแคลเซียมเป็นเม็ดแข็งๆ ตามหัวเข่า ข้อศอก นานๆ ครั้งอาจพบ การอักเสบของไขมัน แต่ผู้ป่วยรายนี้ ไม่มีอาการดังกล่าว ตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติของเอ็นไซม์ก็ไม่พบ จะตัดชิ้นส่วนของกล้ามเนื้อ อาจไม่พบความผิดปกติ ลองตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยใช้คลื่นไฟฟ้า พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีทางเดียว ต้องรอให้อาการผิวหนังอักเสบ และกล้ามเนื้อไม่มีแรง ปรากฎเสียก่อน และยังไม่ได้ให้ยารักษา ไม่นานเกินรอ ไม่ช้าไม่นาน ผู้ป่วยเริ่มมีผื่นม่วงแดง ที่ขอบตา ตาบวม กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย จึงให้การวินิจฉัยว่า เป็นโรคผิวหนังกล้ามเนื้ออักเสบ ชนิดไม่มีกล้ามเนื้ออักเสบ ในระยะแรก (amyopathic dermatomyositis)
ตามสถิติ พบว่า โรคนี้ มีความสัมพันธ์กับมะเร็ง ณ ที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย ประมาณ 50% จึงได้ทำการตรวจมะเร็ง เท่าที่จะตรวจทาง ห้องปฎิบัติการได้ ไม่พบสิ่งปกติ ในเด็กๆเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน แต่ไม่พบว่า เป็นโรคมะเร็งร่วมด้วย ผู้ป่วยเริ่มมีอาการแพ้แสง ในเวลาต่อมา จึงเริ่มให้การรักษา ด้วยยาธรรมดา อาการดีขึ้น แต่ยังรับประทานยา เพื่อคุมอาการของโรคอยู่ 5 ปี ต่อมาผู้ป่วยบอกว่า เป็นมะเร็งเต้านม นับว่าเป็นความผิดของผู้เขียน ที่ไม่ได้ตรวจมะเร็งเต้านมให้ เพราะผู้เขียน จะตรวจเต้านมผู้หญิงทุกครั้ง ที่มาพบย่อมทำไม่ได้ แถมยังเป็นใบ้ พูดกันไม่รู้เรื่อง จะเป็นเรื่องในภายหลังก็ได้
ถ้าเป็นคนสายเชื้อจีน มักเป็นมะเร็งแถวลำคอหลังโพรงจมูก ส่งผู้ป่วยบางคน ไปให้แพทย์ทางหู คอ จมูก ช่วยตรวจให้ ปรากฎว่าไม่พบสิ่งปกติ จึงบอกให้แพทย์ลองทำการ ตัดชิ้นเนื้อ จากผิวปกติที่มองเห็น พบว่าบางคน เริ่มมีพยาธิสภาพเป็นมะเร็งก็มี ดังนั้นจึงเป็นยาก ที่จะตรวจมะเร็ง ผู้ป่วยต้องมาให้ แพทย์ตรวจบ่อยๆ แต่มีผู้ป่วยโรคนี้หลายราย รักษามานานกว่า 20 ปี ยังเป็นปกติดี ถ้าจะเกิดเป็นมะเร็ง เมื่ออายุ 50 ปี คงไม่เกี่ยวข้องกัน คนปกติเป็นมะเร็งได้ เมื่ออายุขนาดนี้
วิธีป้องกัน ไม่ให้เกิดมะเร็งทำอย่างไร คงเป็นการยากที่พิสูจน์ให้ชัด แต่แพทย์แนะนำ การใช้ยาแอนติอ๊อกซิแดนท์ ช่วยลดการเป็นมะเร็ง เป็นส่วนผสม ของเบต้า-แคโรตีน ซึ่งอยู่ในมะละกอสุก แครอต ไวตามินซี ไวตามินอี สังกะสี และเซลาเนียม แพทย์พบว่า เมื่อกินสารเหล่านี้ร่วมกัน ทำให้สัตว์ทดลองเป็นมะเร็งน้อยกว่า สัตว์ที่ไม่ได้รับสารเหล่านี้ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคนี้หรือไม่เป็น ควรใช้สารเหล่านี้ เป็นตัวกันการเกิดมะเร็ง พูดง่ายๆ เข้าข่ายอาหารชีวจิต แต่ไม่ใช่เมื่อคุณเป็นมะเร็งแล้ว แล้วไปเริ่มกินอาหาร แบบชีวจิต มันสายเสียแล้ว สารอาหารเหล่านี้ ใช้รักษามะเร็งไม่ได้ ผู้เขียนรู้จักพยาบาลท่านหนึ่ง เป็นมะเร็งรังไข่ ท่านว่า ท่านทานอาหารเสริมสมุนไพร ยาต้มยาหม้อทุกอย่าง ที่ใครๆบอกว่าดีสำหรับมะเร็ง พร้อมทั้งเคมีบำบัด 2 ปี พบกันหลังจากนั้นอีกครั้ง ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส สมบูรณ์ ท่านว่าพี่หายแล้ว แต่ไม่ทราบว่าหายจากอะไร ทานทุกอย่างที่ใครแนะนำ .....น่าทึ่งมาก ต่อมาอีก 3 เดือน ได้ข่าวว่า ท่านถึงแก่กรรมเสียแล้ว แสดงว่ามะเร็งไม่ปราณีใคร กรณีมีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ เป็นครั้งคราว อาจเกิดจาก ไม่ได้รับสารเคมีบำบัด ซึ่งมักทำให้สุขภาพทั่วไปแย่ เมื่อหยุดยา ทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มะเร็งไม่ดีขึ้น มีแต่ลาม
โรคผิวหนัง-กล้ามเนื้ออักเสบ บางครั้งใช้ยาธรรมดา ก็ไม่ดีขึ้น ผู้เขียนลองใช้ยา กดปฎิกิริยาภูมิคุ้มกัน ซึ่งใช้รักษาโรคมะเร็งได้ด้วย ผลปรากฎว่า รักษาพยาบาลท่านหนึ่ง ด้วยยานี้ 1 ปีต่อมา ท่านบอกว่าเป็น มะเร็งเต้านม เช่นเดียวกับรายก่อน ขณะนี้ได้เคมีบำบัดมะเร็งอยู่ แสดงว่า ขนาดให้ยากับมะเร็งไปแล้ว ก็ไม่สามารถกันมะเร็งได้ ระยะเวลาที่เป็นโรคผิวหนัง-กล้ามเนื้ออักเสบ แล้วเกิดเป็นมะเร็งนั้น มีระยะเวลา ไม่แน่นอน อาจ 6 เดือน - 5 ปี หรือ 10 ปี ไม่มีใครทราบ ทางการแพทย์ จึงถือว่าโรคแบบนี้ เป็นลางบอกมะเร็งภายในร่างกาย ถ้าใครเป็นแล้ว ลองสารอาหารที่ว่า 5 ชนิด รับประทานดู ดูซิว่าจะป้องกันมะเร็ง ได้หรือไม่ได้
ปัญหาของเด็กๆที่เป็นโรคนี้ คือ มีก้อนแข็งของแคลเซี่ยมเกาะเต็มตัว จับผิวหนังเหมือนกับ จับก้อนหิน ตะปุ่มตะป่ำเต็มไปหมด ถ้าเป็นก้อนเล็กๆ ผ่าตัดออก แต่ถ้าเป็นก้อนใหญ่ การรักษาค่อนข้างยาก การใช้ยาลดกรด ช่วยได้บ้างว่า อาจไม่เกิดก้อนใหม่ขึ้นอีก ส่วนยาละลายคงไม่มี ปัญหาที่ตามมา คือ เมื่อเด็กๆได้รับการรักษาไปแล้ว เด็กไม่ใคร่โต บางครั้งแพทย์ต้องเลือกเอาว่า จะรักษาโรคให้หาย แต่ไม่โต หรือจะปล่อยให้เป็นโรคนี้ คิดว่าผู้ปกครองคงจะพิจารณาได้ โชคดีที่เด็กๆไม่เป็นมะเร็ง แต่ถ้าเนิ่นนานไป ปล่อยโรคไว้นาน จนเด็กโตขึ้น เป็นหนุ่มสาว แพทย์ไม่ทราบว่า โรคมะเร็งจะมาเยือนเมื่อใด
สรุป โรคนี้เป็นโรคที่ไม่ยากแก่การรักษา แต่การวินิจฉัยในระยะแรก บางครั้งอาจพลาดได้ เช่นเดียวกับโรคอื่นๆ ผู้ป่วยไม่ควรโทษ โรงพยาบาลว่า เอาหมอไม่เก่งมารักษาคนจน ผู้ที่ประกันสุขภาพ ฯลฯ และ ประชาชนทั่วไป ต้องตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เพื่อค้นหามะเร็งเริ่มต้น เมื่อวัย 50 ปี
copyright©2000-2,Thaicosderm.org, All rights reserved
disclaimer
http://www.thaicosderm.org
webmaster@thaicosderm.org