(close this window to go back to Thaicosderm)
| เมื่อผิวเปลี่ยนสี
ธาดา เปี่ยมพงศ์สานต์ |
||
| เมื่อผิวเปลี่ยนสี
ตอน๑ หน้าดำเป็นฝ้า |
ตอน ๑ หน้าดำเป็นฝ้า
วิธีการรักษาฝ้าที่ดี โดยที่ไม่มีปัญหาจะใช้ยาอะไรดี ก่อนอื่นต้องรู้ว่าฝ้ามี 2 ชนิด
2. เป็นแผ่นสีดำ ตามแก้ม จมูก หน้าผาก
วิธีการรักษา คุณต้องหลีกเลี่ยง สภาวะที่ทำให้ฝ้ากำเริบ เช่น หลีกเลี่ยงการตากแดด ไม่ใช้เครื่องหอมทาหน้า งดยาคุมกำเนิด ยาเลื่อนประจำเดือน งดการคลอดบุตร ซึ่งบางทีก็ยากที่จะปฏิบัติตาม อาจรับประทานยาบำรุงบางชนิด ที่ช่วยป้องกันแสงแดด เช่นเบต้า-แคโรตีน ไวตามินซีร่วมกับไวตามินอี น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) การหลีกเลี่ยงแสงแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 20 ซึ่งตามปกติ 15 ก็พอแล้ว แต่ปัจจุบันพบว่าบางยี่ห้อ เขียนว่า 15 อาจอาจจะเหลือแค่ 8 เมื่อวัดกันจริง ๆ บางคนโอเว่อร์ ไปหน่อย กลัวจะกันไม่ดี ใช้SPF 40-50ก็มี แสดงว่าไม่ได้มีความรู้ เรื่อง SPF แม้แต่น้อย 1 SPF หมายถึง การที่ผิวสามารถทนแสงแดดได้แดงพอดี ในคนไทย คิดออกมาได้ประมาณ 20-25 นาที ให้เอาจำนวนนาทีคูณด้วย SPF เช่น SPF 26 คูณ 20 นาทีจะเท่ากับ 520 นาที หรือ 8 ชั่วโมง ถ้าใช้ SPF 40 ไม่ทราบว่าจะกันแสงเดือนด้วยหรือเปล่า หรือบางคนอาจจะคิดว่า เผื่อเหลือเผื่อขาด ใช้SPF 40 คงเหลือ 20 ตัวยาป้องกันแสงแดดในท้องตลาด มีมากมายหลายสิบชนิด ถ้ากันแดดธรรมดา จะใช้อะไรก็ได้ แต่ถ้าจะรักษาฝ้าต้องใช้ตัวยาที่ดี ที่ไม่แสบหน้า เช่นไม่ใช่สารกลุ่มพาบ้า และเป็นสารมีเทน อาจมีการผสมไตเตเนียมไดออกไซด์ ส่วนสารพื้นฐานที่ใช้ ต้องเป็น oil-free คือ ไร้ไขมัน ไม่เช่นนั้น ใช้ไปนานๆ สิวขึ้น ลองสำรวจตลาดครีมกันแดดดู ชนิดไร้ไขมัน มีน้อยมาก หาซื้อลำบาก ควรต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนัง ครีมทาฝ้า นอกเหนือจากสารฮัยโดรควีโนน มีมากมายหลายชนิด เช่น กรดโคจิก, เมลาไวท์, กลูตาไทโอน ฯลฯ และที่สกัดจากพืช เช่น ชาเขียว, ชะเอม, มัลเบอรรี, แบร์เบอร์รี, แคมโมมิล ฯลฯ แต่ละบริษัทก็โฆษณาให้ผู้ผลิตว่า สารนี้ดีอย่างไร รักษาฝ้าดีแค่ไหน แต่ผู้เขียนขอหลักฐานทางการแพทย์ ก็ไม่มีให้ หรือมีข้อมูลน้อยไป เลยไม่ทราบว่าอะไรดีกว่าอะไร
บริษัทเพียงบอกว่า
ใช้แล้วหน้าขาวขึ้น ไม่ทราบว่าจะจริงแค่ไหน ลองมาทดลองหลายชนิด ก็พอได้ผล แต่คนที่เป็นฝ้าไม่พอใจ เพราะเขาคิดว่าหน้าของเขายังไม่ดีขึ้นเลย มันต้องหายสนิท จึงจะพอใจ
แต่สารดังที่กล่าวมาแล้ว ผลออกมาไม่ดีนัก ได้ผลไม่ถึง 25% ผู้เขียนใช้สารผสมหลาย ๆ ตัวร่วมกัน ตามด้วยกรรมวิธีลอกฝ้าด้วยสารบูลพีล ร่วมกับสารที ซี เอ จึงได้ผล 70-80% ไม่มีอะไร100% สำหรับทุกคน แต่ต้องเข้าใจว่า ประมาณ 20% ของผู้ที่ใช้ฝ้าหาย 100% อีก 50-60%ของผู้ที่เป็นฝ้า ฝ้าจางมากกว่า 80% ที่เหลือ 20% ที่ฝ้าไม่จาง ก็เพราะว่าฝ้าอยู่ลึก ในปัจจุบัน มีสารรักษาฝ้าออกมาอีก 20 ตัว ผู้เขียนจะทดลองสารตัวหนึ่ง ใช้เวลา 2 ปี ไม่ทราบต้องทดลองกี่ปี จึงจะพบว่าสารขจัดฝ้าที่ได้ผลดี และไร้ผลข้างเคียง แต่ในการขจัดฝ้าในปัจจุบัน ก็ได้ผล 80% และคิดว่า ทำให้ผู้เป็นฝ้าพอใจ พอควร และไม่มีอันตรายเหมือนสารฮัยโดรควีโนน
ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เริ่มจากระบบทางเดินอาหาร เวลารับประทานอาหารกลืนไม่ใคร่ได้ เนื่องจาก การเคลื่อนไหวของหลอดอาหารส่วนล่างพิการ กล้ามเนื้อของหลอดอาหาร ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ เวลากลืนอาหาร เหมือนมีอะไรมาจุกหน้าอก บางคนต้องสำรอก อาเจียนออกมา ตอนกลางคืน ไอ จนอาหารออกมาทำให้เสียงแหบ อาจเป็นโรคปอดบวมจากอาหารเข้าปอด บางคนถ้าหลอดอาหารอักเสบ อาจมีแผล เลือดออก ติดเชื้อตีบตัน บางคนมีอาการท้องเสีย บางคนลำไส้ส่วนล่างตีบตัน อาหารไม่ดูดซึม ก่อให้เกิดการผ่ายผอม น้ำหนักลด บางคนท้องผูกเป็นประจำ ก่อให้เกิดก้นหลุด (ผนังของสำไส้ส่วนก้นปลิ้นออกมาข้างนอก) ระบบทางเดินหายใจและหัวใจ เป็นเพราะมีพังผืด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนอ๊อกซิเจนไม่ดี หายใจลำบาก อาจก่อให้เกิดการตายได้ นอกจากนี้อาจพบว่าผนังถุงลมหนา มีน้ำและลมในช่องปอด ถ้าความดันในเลือดของปอดสูงขึ้น ก่อให้เกิดการตายสูง หัวใจห้องขวาโตขึ้น ลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจห้องซ้ายทำงานผิดปกติ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และตายจากหัวใจวาย หรือมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ บางคนอาจมีแค่เจ็บหน้าอก อันเนื่องมาจากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ทำให้ระบบการส่งสัญญานให้หัวใจทำงานเสีย ต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ ติดไว้ตลอดเวลา ระบบไต เป็นปัญหา และก่อให้เกิดไตวายสูง และอาจเกิดโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ความดันอาจสูงถึง 200/100 อาการอื่น ๆ อาจมีปากแห้ง ตาแห้ง อ่อนเพลีย ต่อมไทรอยด์ทำงานลดลง การปฎิบัติทางเพศสัมพันธุ์ลดลง อาจมีอารมณ์เศร้า บางรายอาจเป็นมะเร็งที่ปอด และเต้านม ในโรคนี้มีแอนติบอดีย์ หลายตัวคล้ายกับโรคเอสแอลอี แต่มีบางชนิดไม่เหมือน เช่น Scl-70 ซึ่งช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ชัดขึ้น ในกรณีที่สงสัย เช่น กรณีตัวอย่าง คนไข้หญิงคนหนึ่ง เป็นเอสแอลอีมานาน 20 ปี พี่สาวฝาแฝดก็เป็นโรคเอสแอลอี ด้วย รักษามานาน จนโรคเอสแอลอีเป็นปกติ แต่ยังรับประทานยาอยู่ วันที่ไม่ดีก็มาเยือนซ้ำสอง มือ 2 ข้างของเธอ เริ่มคล้ำในอากาศเย็น ซึ่งโรคเอสแอลอีก็พบได้ มือเริ่มงอ ผิวหนังเริ่มแข็ง ทำการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่าเป็นโรคหนังแข็ง เจาะเลือด พบแอนตี้ Scl-70 แอนติบอดีย์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ใช่โรคผิวหนังแข็งจริง แค่เป็นโรคเอสแอลอีโรคเดียว ก็แย่พอควร มาเป็นโรคที่ 2 แทรก ซึ่งรุนแรงกว่า ไม่ทราบว่าทำอะไรไว้แต่ปางก่อน โรคนี้ไม่ใช่ว่า ต้องดำเนินเรื่อยไปไม่หยุดนิ่ง แพทย์สังเกตว่าบางราย ผิวนุ่มขึ้นเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่คงมีไม่กี่ราย ชื่อของโรคนี้ในปัจจุบันเขาตัดคำว่า Progressive ออก การรักษาโรคนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก่อนใช้ ดี-เพ็นนิซิลลามีน แต่ผู้เขียนพบว่า ยาค่อนข้างมีผลแทรกซ้อนมาก ได้ผล 40% ซึ่งนับว่าต่ำมาก มีผู้ค้นคิดยานี้มากกว่า 50 ตัว แต่ก็ยังไม่พบยาดี ๆ ผู้เขียนพบว่า ถ้าใช้ยา ไอโช-เตรทติโนอิน สามารถทำให้ผิวหนังที่แข็งนั้น นิ่มเร็วกว่าการใช้ยาอื่น ยาอินโดเมตตาซิน ก็ใช้ได้ แต่ช้ากว่าได้ผลราว 60% ยาคอลจีซิน ที่รักษาโรคเก้าส์ ก็พอใช้ได้ ได้ผลประมาณ 40% ซึ่งผู้เขียนได้ไปเสนอวิธีรักษา ให้แพทย์ชาวยุโรปทราบ ที่ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อปีที่แล้ว มือที่คล้ำ ต้องใช้ยาขยายหลอดเลือด โดยเฉพาะมีฤทธิ์หยุดยั้งระบบแคลเซี่ยม มือควรแช่ในน้ำอุ่น หรือพาราฟินทุกวัน แผลปลายนิ้วอาจใช้ แอสไพรินรักษา ระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยควรงดอาหารค่ำ งดดื่มสุรา กาแฟ ที่ทำให้เกิดลำไส้ตีบตัน หยุดสูบบุหรี่ เวลานอนให้นอนศีรษะสูง ถ้าท้องเสีย อาจให้ยาเตตร้าไซคลีน ถ้าผอมมาก ต้องให้อาหารทางสายยาง ให้แคลเซี่ยม ไวตามิน โปรตีน และไตรกลีเซอไรด์สังเคราะห์ ระวังท้องผูก โดยให้ดื่มน้ำมาก ๆ ยาระบายอ่อน ๆ ส่วนยาอื่น ๆ ให้ตามอาการที่เป็น แล้วแต่ว่า เป็นที่อวัยวะไหนอย่างไร ซึ่งยาต่าง ๆ ใช้รักษาตามอาการให้ดีขึ้น คนที่เป็นโรค
จะหายจากอาการของโรคสนิท
เหมือนโรคเอสแอลอี
คงเป็นไปได้ยาก ตอน
๓ ไข้ดำ ผู้เขียนตรวจดู ก็ทราบว่าเป็นโรคพิษสารหนูเรื้อรัง แต่ผู้ป่วยปฎิเสธการรับประทานยาต้ม ยาหม้อ ซึ่งมักมีสารหนูผสม (ยาต้มยาหม้อ สมุนไพร รักษาโรคไม่ใคร่หาย ที่ไม่หาย เพราะอาจใช้ยาไม่ถูกกับโรค แต่เมื่อผสมสารหนูลงไป โรคหลายโรคอาจหายได้ เช่น โรคหืด โรคผิวหนังเรื้อนกวาง หรือสะเก็ดเงิน มะเร็งบางชนิด ฯลฯ ) เมื่อผู้ป่วยปฎิเสธ ผู้เขียนนึกขึ้นมาทันทีว่า ต้องมาจากน้ำดื่มแน่ ซึ่งผู้ป่วยใช้น้ำบ่อดื่ม จึงได้มีการตรวจน้ำบ่อทั้งตำบล พบว่ามีสารหนูในระดับต่างๆ กัน สูงบ้าง ต่ำบ้าง และตรวจพบผู้ที่มีอาการรุนแรง ประมาณ 400 คน เริ่มเป็นอีก 2,000 คน และประเภทไม่มีอาการ แต่มีสารหนูภายในร่างกาย หรือเส้นผมกว่า 80% ของประชากร ปัญหาของสารหนู คือ เมื่อรับประทานจำนวนน้อย แต่นานวัน ก่อให้เกิดการสะสมของสารหนู เวลาผ่านไปประมาณ 2-3 ปี จึงเริ่มมีอาการ แต่ผู้ที่ได้รับสารหนูไม่รู้ตัว กว่าจะมาหาแพทย์ ใช้เวลาประมาณ 10 ปี เมื่อมีอาการชัด คือ ฝ่ามือฝ่าเท้า มีตุ่มแข็ง ๆ หลายตุ่ม ปัญหาตามมาคือ อีก 10 ปีถัดไป กลายเป็นมะเร็งผิวหนัง และอีก 10 ปี จะเป็นมะเร็งของอวัยวะภายใน ถ้าผู้ป่วยไม่ตายจากโรคอื่นเสียก่อน พิษสารหนูเรื้อรัง เกิดจากดื่มน้ำที่มีสารหนูเจือปนในธรรมชาติ พบผู้ป่วยจำนวนมากใน ประเทศอินเดีย ไต้หวัน บังคลาเทศ ซิลี อาร์เจนติน่า เม็กซิโก จีน อาจพบประปราย ในประเทศฟิลิปปินส์ สหรัฐ นอกจากนี้ ยังเกิดจากความสัพเพร่า หรือไม่รู้เท่า ในโรงงานอุตสาหกรรมราคาถูก ในการแยกสารแร่ธาตุ เช่น ทอง เงิน ทองแดง ตะกั่ว วูลแฟรม สารหนูจะตกตะกอนเป็นผลึก คนงานเอาไปทิ้งในลำธาร เช่น เขตร่อนพิบูลย์ สารหนูที่มีวาเลนซี 3 กลายเป็นวาเลนซี 5 ละลายน้ำได้ จะละลายอยู่ในน้ำบ่อ เมื่อเราดื่มน้ำ หรือใช้น้ำรดผัก สารหนูเข้าสู่ร่างกาย กลายเป็นชนิดวาเลนซี 3 ใหม่ ซึ่งจะไปรวมตัวกับสารเอนไซน์ในร่างกาย ก่อให้เกิดพิษได้ โรงงานในประเทศต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดโรค มีรายงานจาก อินเดีย ญี่ปุ่น โปแลนด์ มาเลเซีย และโรงงานบางแห่ง ผลิตสารหนูออกเป็นไอ ลอยในอากาศ หายใจเข้าไปก่อให้เกิดอาการต่างๆ มีผู้ป่วยหลายคนจาก ประเทศอังกฤษ สหรัฐ สวีเดน และฝรั่งเศส ส่วนคนไทยและเอเชีย มักพบจากการได้รับสารหนู จากยาต้ม ยาหม้อ นอกจากนี้ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ก็มีสารหนู แม้แต่ในโรงงานทำเหล้าองุ่น ไม้อัด เซมิคอนดักเตอร์ ฯลฯ ทางองค์การอนามัยโลก กำหนดค่าของสารหนูไว้สูงสุดในน้ำดื่ม ไม่ควรเกิน 0.05 พีพีเอ็ม แต่ผู้เขียนเคยสำรวจ เด็ก ๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งน้ำดื่มมีค่าสารหนูปกติ และอยู่ห่างจากร่อนพิบูลย์ 50 กม. พบเด็ก ๆ หลายคนเริ่มมีอาการ เริ่มต้น และมีระดับสารหนูสูงเล็กน้อย แสดงว่าระดับสารหนู ที่ 0.05 พีพีเอ็ม นั้นไม่ปลอดภัย ระดับที่ปลอดภัยควรต่ำกว่า 0.02 พีพีเอ็ม อาจพบว่าเป็นผื่นแพ้ ตาอักเสบ น้ำมูกไหล ผนังจมูกทะลุ ที่ผิวหนังมี จุดน้ำตาล และสีขาวสลับกันเต็มตัว แต่ที่ร่อนพิบูลย์ ผู้ป่วยมีผิวดำทั้งตัวเหมือนถ่าน หรือดำแค่ฝ่ามือฝ่าเท้า จากการรวบรวมรายงานทั่วโลก ไม่พบว่าที่ใด จะมีอาการเหมือนผู้ป่วยที่ร่อนพิบูลย์ แม้แต่ผู้ที่กินยาหม้อ ยาต้ม ก็ไม่มีใครมีผิวสีดำเหมือนถ่าน แสดงว่าที่ร่อนพิบูลย์ อาจเกิดจากโลหะชนิดอื่น เช่น ตะกั่ว แคดเมี่ยม เป็นต้น สรุปว่าผิวดำ จริง ๆ ไม่ได้เกิดจากสารหนู มีแต่เฉพาะตุ่มที่ฝ่ามือฝ่าเท้า พูดได้ชัด ๆ คือว่า ที่ร่อนพิบูลย์ โรคเกิดจากโลหะ 2 ชนิด ตุ่มแข็งที่ฝ่ามือ และฝ่าเท้า(ที่เกิดจากสารหนู) แบ่งออกเป็น 4 ระยะ อาการทาง ระบบทางเดินเส้นเลือด ระบบประสาท
อาการชาที่ปลายมือ ปลายเท้า เท้าตก ความจำเสื่อม ระบบอื่นๆ
เช่น ทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ตับโต และตับแข็ง มะเร็งตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นกระเพาะปัสสาวะ ปอด ลำไส้ ทางเดินอาหาร ไต กระดูก ตับ ในเด็กแรกเกิด ก็ยังมีสารหนูในเส้นผม ทั้งๆที่ยังไม่เคยดื่มน้ำบ่อ แสดงว่าได้รับมาจากมารดา เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ที่เข้าไปอยู่ในบริเวณนั้นไม่ถึงปี แม้มิได้ดื่มน้ำบ่อเลย ปรากฎว่ามีสารหนูสูง และเริ่มมีอาการเริ่มต้น 10 ปีให้หลัง ผู้ที่ถึงแก่ความตายในเขต อ.ร่อนพิบูลย์ มีอัตราตายจากมะเร็ง สูงกว่าอำเภออื่นๆ นับว่า เป็นอุบัติการณ์ที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ ว่าเราควรจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะในยุค ไอ เอ็ม เอฟ นี้ อันตรายจากสารหนู แพทย์ทราบดีอยู่แล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้น แต่อันตรายจากสารโลหะที่ 2 เรายังไม่ทราบอะไรเลย ว่าคือสารอะไร อันตรายแค่ไหน การรักษา ใช้ยาฉีด BAL ขจัดโลหะที่เป็นพิษทุกชนิด สามารถลดปริมาณสารหนู หรือสารอื่น ๆ ได้ สุดท้ายนี้ เพื่อสุขภาพพลานามัย ที่สมบูรณ์ของประชากร มาตรการการแก้ไข ควรดำเนินไป อย่างไม่รอช้า |
copyright©2000-2,Thaicosderm.org, All rights reserved
disclaimer
http://www.thaicosderm.org
webmaster@thaicosderm.org