(close this window to go back to Thaicosderm)

  เมื่อผิวเปลี่ยนสี

ธาดา เปี่ยมพงศ์สานต์

เมื่อผิวเปลี่ยนสี

ตอน๑ หน้าดำเป็นฝ้า

ตอน๒ ผิวดำแข็ง

ตอน๓ ไข้ดำ


ตอน ๑ หน้าดำเป็นฝ้า


คนที่เป็นฝ้า มักพบในเขตร้อนมากกว่าเขตหนาว และผู้ที่เป็นมักเป็นผู้หญิง ผู้หญิงเกือบทุกคนในเขตร้อน เป็นฝ้าด้วยกันทั้งนั้น เงินที่ผู้หญิงใช้เพื่อความสวยงามบนใบหน้า เป็นเงินมหาศาล ว่าต้องใช้ครีมกันแดด ครีมทำให้หน้าขาว ครีมขจัดรอยดำ แถมยานี้ใช้กันมานานกว่า 30 ปี คือ ฮัยโดรควีโนน ใช้แล้วมีปัญหา คือ หน้าแดง หน้าเป็นผื่น เพราะแพ้ เกิดรอยด่างขาว เหมือนแสงนีออนบริเวณที่เป็น และแม้แต่ที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้ทาก็มีสีด่างขาวได้ และเมื่อใช้ไปนาน ๆ ก่อให้เกิดหน้าเป็นตุ่มดำ (คอลลอย มิเรียม) และหน้าดำ(เกิดภาวะโอโครโนซิส) ดำยิ่งกว่าเก่า เพราะว่า สารฮัยโดรควีโนนไปจับกับใยคอลลาเจน ทำให้ ใยดำ หน้าก็ดำไปด้วย การรักษาภาวะนี้ ยังไม่มียาที่รักษาหายไปได้ ผู้เขียนได้ทดลองยาหลายตัว ได้แต่ พอบรรเทาให้จาง ๆ กว่าเดิม ดีกว่าใช้อะไรไม่ได้เลย ดังนั้น ถ้าผู้เป็นฝ้าแล้วหน้าดำกว่าเดิม ให้นึกถึงภาวะนี้ ดังนั้น ทางคณะกรรมการควบคุมเครื่องสำอาง จึงได้พิจารณายกเลิกตำหรับทุกอย่าง ออกจากท้องตลาด คงเหลือแต่ยาจากคลินิกแพทย์ และโรงพยาบาลเท่านั้นที่ยังใช้อยู่ แต่สำหรับผู้เขียนเลิกใช้ยานี้มานานกว่า 4 ปีแล้ว ไม่ใช่เพราะมีปัญหาใด ๆ แต่ในอนาคตเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่ามีหลักฐานว่า ถ้าใช้ยานาน ๆ จะเกิดปัญหา หรือแพทย์บางคน ใช้ตัวยาที่มีความเข้มข้นสูงไป ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้เร็วขึ้น ผู้อ่านคงจะสงสัยว่า แล้วตัวเองจะทราบได้อย่างไรว่า ใช้ครีมชนิดใดแล้วเกิดมีปัญหาหรือไม่ มีวิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ถ้ามีเพื่อนฝูงที่รู้จักกันหลายคน ไปหาแพทย์คนเดียวกัน แล้วทุกคนมีอาการหน้าแดง แสดงว่าแพทย์อาจใช้สารฮัยโดรควีโนน แต่ถ้าคนใช้คนเดียวแล้วแดง แต่เพื่อน ๆ ทุกคนไม่แดงแสดงว่า ผิวของคุณไวต่อสารเคมี

วิธีการรักษาฝ้าที่ดี โดยที่ไม่มีปัญหาจะใช้ยาอะไรดี

 ก่อนอื่นต้องรู้ว่าฝ้ามี 2 ชนิด
1. เป็นจุดดำที่โหนกแก้ม มี 2 แบบ

ก) เป็นมาตั้งแต่เล็ก ๆ แสดงว่าอาจเป็นปานไฝ ชนิดหนึ่ง
ข) เป็นเมื่อหลังวัยสาว แสดงว่าใช้เครื่องสำอางที่มีสีแดง หรือน้ำหอมในเครื่อง สำอาง สารเหล่านี้ตกลงไปชั้นล่างของผิวหนังและสะท้อนแสงกลับมา ทำให้ดูเหมือนมีสี ดำเป็นจุด ๆ 

2. เป็นแผ่นสีดำ ตามแก้ม จมูก หน้าผาก 

มี 2 แบบ แบบตื้นและลึก ถ้าตื้นรักษาหายง่าย ถ้าลึกรักษายาก 

วิธีการรักษา  คุณต้องหลีกเลี่ยง สภาวะที่ทำให้ฝ้ากำเริบ เช่น หลีกเลี่ยงการตากแดด ไม่ใช้เครื่องหอมทาหน้า งดยาคุมกำเนิด ยาเลื่อนประจำเดือน งดการคลอดบุตร ซึ่งบางทีก็ยากที่จะปฏิบัติตาม อาจรับประทานยาบำรุงบางชนิด ที่ช่วยป้องกันแสงแดด เช่นเบต้า-แคโรตีน ไวตามินซีร่วมกับไวตามินอี น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) การหลีกเลี่ยงแสงแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 20 ซึ่งตามปกติ 15 ก็พอแล้ว แต่ปัจจุบันพบว่าบางยี่ห้อ เขียนว่า 15 อาจอาจจะเหลือแค่ 8 เมื่อวัดกันจริง ๆ บางคนโอเว่อร์ ไปหน่อย กลัวจะกันไม่ดี ใช้SPF 40-50ก็มี แสดงว่าไม่ได้มีความรู้ เรื่อง SPF แม้แต่น้อย

1 SPF หมายถึง การที่ผิวสามารถทนแสงแดดได้แดงพอดี ในคนไทย คิดออกมาได้ประมาณ 20-25 นาที ให้เอาจำนวนนาทีคูณด้วย SPF เช่น SPF 26 คูณ 20 นาทีจะเท่ากับ 520 นาที หรือ 8 ชั่วโมง ถ้าใช้ SPF 40 ไม่ทราบว่าจะกันแสงเดือนด้วยหรือเปล่า หรือบางคนอาจจะคิดว่า เผื่อเหลือเผื่อขาด ใช้SPF 40 คงเหลือ 20 

ตัวยาป้องกันแสงแดดในท้องตลาด มีมากมายหลายสิบชนิด ถ้ากันแดดธรรมดา จะใช้อะไรก็ได้ แต่ถ้าจะรักษาฝ้าต้องใช้ตัวยาที่ดี ที่ไม่แสบหน้า เช่นไม่ใช่สารกลุ่มพาบ้า และเป็นสารมีเทน อาจมีการผสมไตเตเนียมไดออกไซด์ ส่วนสารพื้นฐานที่ใช้ ต้องเป็น oil-free คือ ไร้ไขมัน ไม่เช่นนั้น ใช้ไปนานๆ สิวขึ้น ลองสำรวจตลาดครีมกันแดดดู ชนิดไร้ไขมัน มีน้อยมาก หาซื้อลำบาก ควรต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนัง 

ครีมทาฝ้า นอกเหนือจากสารฮัยโดรควีโนน มีมากมายหลายชนิด เช่น กรดโคจิก, เมลาไวท์, กลูตาไทโอน ฯลฯ และที่สกัดจากพืช เช่น ชาเขียว, ชะเอม, มัลเบอรรี, แบร์เบอร์รี, แคมโมมิล ฯลฯ แต่ละบริษัทก็โฆษณาให้ผู้ผลิตว่า สารนี้ดีอย่างไร รักษาฝ้าดีแค่ไหน แต่ผู้เขียนขอหลักฐานทางการแพทย์ ก็ไม่มีให้ หรือมีข้อมูลน้อยไป เลยไม่ทราบว่าอะไรดีกว่าอะไร บริษัทเพียงบอกว่า ใช้แล้วหน้าขาวขึ้น ไม่ทราบว่าจะจริงแค่ไหน ลองมาทดลองหลายชนิด ก็พอได้ผล แต่คนที่เป็นฝ้าไม่พอใจ เพราะเขาคิดว่าหน้าของเขายังไม่ดีขึ้นเลย มันต้องหายสนิท จึงจะพอใจ  แต่สารดังที่กล่าวมาแล้ว ผลออกมาไม่ดีนัก ได้ผลไม่ถึง 25% ผู้เขียนใช้สารผสมหลาย ๆ ตัวร่วมกัน ตามด้วยกรรมวิธีลอกฝ้าด้วยสารบูลพีล ร่วมกับสารที ซี เอ จึงได้ผล 70-80% ไม่มีอะไร100% สำหรับทุกคน แต่ต้องเข้าใจว่า ประมาณ 20% ของผู้ที่ใช้ฝ้าหาย 100% อีก 50-60%ของผู้ที่เป็นฝ้า ฝ้าจางมากกว่า 80% ที่เหลือ 20% ที่ฝ้าไม่จาง ก็เพราะว่าฝ้าอยู่ลึก 
ฝ้าที่อยู่ลึกจริง ๆ อาจมีกรรมวิธีอื่น ๆ เช่น การใช้เลเซอร์ ชนิดพิเศษยิงเพื่อรักษาฝ้า การขัดหน้า ฯลฯ เป็นต้น
ผู้เขียน เคยใช้ยาฉีด เพื่อรักษาโรคผิวดำ อันเกิดจากสารหนูและโลหะอื่นๆ ผิวดำจางลง และในเวลาเดียวกันพบว่า คนที่เป็นฝ้า ฝ้าจางไปด้วย แต่อาจจะไม่โสภานัก ถ้าจะบอกว่า ยาฉีดนั้น ฉีดเข้ากล้ามตะโพกประมาณวันละ 1 เข็ม เป็นเวลา 10 วัน เวลาเดินกระโผลก กระเผลกไปหลายวัน จึงไม่เหมาะแก่การรักษาเท่าใดนัก ถึงแม้ว่าจะขจัดฝ้าให้จางได้

ในปัจจุบัน มีสารรักษาฝ้าออกมาอีก 20 ตัว ผู้เขียนจะทดลองสารตัวหนึ่ง ใช้เวลา 2 ปี ไม่ทราบต้องทดลองกี่ปี จึงจะพบว่าสารขจัดฝ้าที่ได้ผลดี และไร้ผลข้างเคียง แต่ในการขจัดฝ้าในปัจจุบัน ก็ได้ผล 80% และคิดว่า ทำให้ผู้เป็นฝ้าพอใจ พอควร และไม่มีอันตรายเหมือนสารฮัยโดรควีโนน

ไปยังบนสุดของหน้านี้



ตอน 2. ผิวดำแข็ง



ในบรรดา โรคผิวหนังทั้งหมด ไม่มีอะไรรุนแรงเท่าโรคนี้ แม้แต่โรค เอสแอลอี ที่แทบทุกคนเริ่มรู้จักว่า เป็นทุกระบบของร่างกาย มีโอกาสตายได้ หรือดีขึ้น ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แต่โรคผิวหนังแข็งทั้งตัว สีผิวเปลี่ยนเป็นสีดำเหมือนถ่านนั้น รุนแรงกว่า และชื่อของมัน บ่งบอกความรุนแรง คือ Progressive systemic sclerosis และไม่มียาขนานใด ที่จะหยุดยั้ง อาการของโรคได้อย่างง่าย
เริ่มมีอาการตั้งแต่ สีนิ้วมือเปลี่ยนเป็นสีดำเขียวคล้ำจากอากาศเย็น แม้อยู่ในห้องปรับอากาศ แล้วเปลี่ยนเป็นสีขาว สลับกันไป มีอาการปวดนิ้วมือ ผู้ที่อยู่ทางภาคเหนือและอีสาน ในฤดูหนาวทรมานมาก ปลายนิ้วเริ่มมีจุดเล็ก ๆ บุ๋ม สาเหตุเกิดจากเนื้อตายเล็ก ๆ ที่บริเวณนั้น อันเนื่องมาจาก เส้นเลือดไวต่อความเย็น และตีบตัน ก่อให้เกิดเลือดไหลเวียน ไปสู่บริเวณปลายนิ้วลดลง เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เป็นแผลใหญ่ที่ปลายนิ้ว กระดูกปลายนิ้วกร่อน นิ้วสั้นลง บางรายเน่าแห้ง แพทย์ต้องตัดนิ้วทิ้ง นิ้วมือทั้งหมดเริ่มงองุ้มเข้าหากัน เหยียดลำบาก เพราะว่าข้อนิ้วเริ่มแข็ง เนื้อที่แขนที่เคยนุ่มนิ่ม โดยเฉพาะของผู้หญิงเริ่มบวมแดง แข็งขึ้น เปลี่ยนเป็นสีผิวดำเหมือนถ่าน เนื้อแข็งเหมือนอย่างกับแผ่นกระดาน ภาวะเนื้อแข็งค่อยๆลาม ไปแขนส่วนบน หน้าอก หลัง ใบหน้า หน้าที่เคยนุ่มนิ่มน่าสัมผัสของผู้หญิงเริ่มแข็งขึ้น อ้าปากไม่ขึ้น ปากเล็กเรียว ริมฝีปากเริ่มบาง ไม่สามารถจะแสดงสีหน้า ไม่มีรอยย่น ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่เป็น นาน ๆ เข้า ฟันบนโผล่ออกจากปาก ปิดปากไม่ให้เห็นฟันก็ทำไม่ได้ จมูกเรียวแหลมเล็กลงไป บางคนที่ใบหน้ามีเส้นฝอย ๆ เล็ก ๆ อยู่เป็นกลุ่ม อาการผิวหนังแข็ง ลามไปตามลำตัว ขาและเท้าในบางคน ผิวที่เคยขาว หรือสีน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีดำ ในเวลาไม่กี่เดือน ที่น่าแปลกคือในขณะที่ผิวเปลี่ยนเป็นดำ มีรอยจุดขาว ๆ เล็ก ๆ เกิดขึ้นตามหน้าอกหลัง แขนขา รอยจุดขาว ๆ ค่อย ๆ รวมกันเป็นดวงใหญ่ เหมือนกับเป็นโรคด่างขาว ตามข้อศอก มีก้อนแข็ง ๆ ใต้ผิวหนัง ผิวบริเวณนี้จะค่อย ๆ แตกเป็นแผล และมีก้อนเล็ก ๆ หลุดออกมา ตรวจพบว่าก้อนนี้ คือแคลเซี่ยม เหมือนกับแคลเซี่ยม ที่ก่อให้เกิดหินงอกหินย้อยในถ้ำต่าง ๆ ตามนิ้วเท้าก็มีแผล อันเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน ระบบไขข้อต่าง ๆ เริ่มเสื่อมลง มีอาการงอ ข้อศอก ข้อเข่า ทำให้บางคนเดินไม่ได้ ผิวหนังเริ่มมีอาการคัน ขนที่แขนขาเริ่มร่วง หรือมีอาการผมร่วงที่ศีรษะ

ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เริ่มจากระบบทางเดินอาหาร เวลารับประทานอาหารกลืนไม่ใคร่ได้ เนื่องจาก การเคลื่อนไหวของหลอดอาหารส่วนล่างพิการ กล้ามเนื้อของหลอดอาหาร ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ เวลากลืนอาหาร เหมือนมีอะไรมาจุกหน้าอก บางคนต้องสำรอก อาเจียนออกมา ตอนกลางคืน ไอ จนอาหารออกมาทำให้เสียงแหบ อาจเป็นโรคปอดบวมจากอาหารเข้าปอด บางคนถ้าหลอดอาหารอักเสบ อาจมีแผล เลือดออก ติดเชื้อตีบตัน บางคนมีอาการท้องเสีย บางคนลำไส้ส่วนล่างตีบตัน อาหารไม่ดูดซึม ก่อให้เกิดการผ่ายผอม น้ำหนักลด บางคนท้องผูกเป็นประจำ ก่อให้เกิดก้นหลุด (ผนังของสำไส้ส่วนก้นปลิ้นออกมาข้างนอก)

ระบบทางเดินหายใจและหัวใจ เป็นเพราะมีพังผืด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนอ๊อกซิเจนไม่ดี หายใจลำบาก อาจก่อให้เกิดการตายได้ นอกจากนี้อาจพบว่าผนังถุงลมหนา มีน้ำและลมในช่องปอด ถ้าความดันในเลือดของปอดสูงขึ้น ก่อให้เกิดการตายสูง หัวใจห้องขวาโตขึ้น ลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจห้องซ้ายทำงานผิดปกติ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และตายจากหัวใจวาย หรือมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ บางคนอาจมีแค่เจ็บหน้าอก อันเนื่องมาจากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ทำให้ระบบการส่งสัญญานให้หัวใจทำงานเสีย ต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ ติดไว้ตลอดเวลา

ระบบไต เป็นปัญหา และก่อให้เกิดไตวายสูง และอาจเกิดโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ความดันอาจสูงถึง 200/100 อาการอื่น ๆ อาจมีปากแห้ง ตาแห้ง อ่อนเพลีย ต่อมไทรอยด์ทำงานลดลง การปฎิบัติทางเพศสัมพันธุ์ลดลง อาจมีอารมณ์เศร้า บางรายอาจเป็นมะเร็งที่ปอด และเต้านม

ในโรคนี้มีแอนติบอดีย์ หลายตัวคล้ายกับโรคเอสแอลอี แต่มีบางชนิดไม่เหมือน เช่น  Scl-70 ซึ่งช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ชัดขึ้น ในกรณีที่สงสัย เช่น กรณีตัวอย่าง คนไข้หญิงคนหนึ่ง เป็นเอสแอลอีมานาน 20 ปี พี่สาวฝาแฝดก็เป็นโรคเอสแอลอี ด้วย รักษามานาน จนโรคเอสแอลอีเป็นปกติ แต่ยังรับประทานยาอยู่ วันที่ไม่ดีก็มาเยือนซ้ำสอง มือ 2 ข้างของเธอ เริ่มคล้ำในอากาศเย็น ซึ่งโรคเอสแอลอีก็พบได้ มือเริ่มงอ ผิวหนังเริ่มแข็ง ทำการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่าเป็นโรคหนังแข็ง เจาะเลือด พบแอนตี้ Scl-70 แอนติบอดีย์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ใช่โรคผิวหนังแข็งจริง แค่เป็นโรคเอสแอลอีโรคเดียว ก็แย่พอควร มาเป็นโรคที่ 2 แทรก ซึ่งรุนแรงกว่า ไม่ทราบว่าทำอะไรไว้แต่ปางก่อน 

โรคนี้ไม่ใช่ว่า ต้องดำเนินเรื่อยไปไม่หยุดนิ่ง แพทย์สังเกตว่าบางราย ผิวนุ่มขึ้นเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่คงมีไม่กี่ราย ชื่อของโรคนี้ในปัจจุบันเขาตัดคำว่า Progressive ออก

การรักษาโรคนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก่อนใช้ ดี-เพ็นนิซิลลามีน แต่ผู้เขียนพบว่า ยาค่อนข้างมีผลแทรกซ้อนมาก ได้ผล 40% ซึ่งนับว่าต่ำมาก มีผู้ค้นคิดยานี้มากกว่า 50 ตัว แต่ก็ยังไม่พบยาดี ๆ  ผู้เขียนพบว่า ถ้าใช้ยา ไอโช-เตรทติโนอิน สามารถทำให้ผิวหนังที่แข็งนั้น นิ่มเร็วกว่าการใช้ยาอื่น ยาอินโดเมตตาซิน ก็ใช้ได้ แต่ช้ากว่าได้ผลราว 60% ยาคอลจีซิน ที่รักษาโรคเก้าส์ ก็พอใช้ได้ ได้ผลประมาณ 40% ซึ่งผู้เขียนได้ไปเสนอวิธีรักษา ให้แพทย์ชาวยุโรปทราบ ที่ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อปีที่แล้ว มือที่คล้ำ ต้องใช้ยาขยายหลอดเลือด โดยเฉพาะมีฤทธิ์หยุดยั้งระบบแคลเซี่ยม มือควรแช่ในน้ำอุ่น หรือพาราฟินทุกวัน แผลปลายนิ้วอาจใช้ แอสไพรินรักษา

ระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยควรงดอาหารค่ำ งดดื่มสุรา กาแฟ ที่ทำให้เกิดลำไส้ตีบตัน หยุดสูบบุหรี่ เวลานอนให้นอนศีรษะสูง ถ้าท้องเสีย อาจให้ยาเตตร้าไซคลีน ถ้าผอมมาก ต้องให้อาหารทางสายยาง ให้แคลเซี่ยม ไวตามิน โปรตีน และไตรกลีเซอไรด์สังเคราะห์ ระวังท้องผูก โดยให้ดื่มน้ำมาก ๆ ยาระบายอ่อน ๆ ส่วนยาอื่น ๆ ให้ตามอาการที่เป็น แล้วแต่ว่า เป็นที่อวัยวะไหนอย่างไร ซึ่งยาต่าง ๆ ใช้รักษาตามอาการให้ดีขึ้น

คนที่เป็นโรค จะหายจากอาการของโรคสนิท เหมือนโรคเอสแอลอี คงเป็นไปได้ยาก
เมื่อคราวที่ไปประเทศไอร์แลนด์ ผู้เขียนต้องเดิน ท่ามกลางความหนาวเย็น จากโรงแรมไปที่ประชุม ระยะทางประมาณ 3 ก.ม. เพราะเรียกแท็กชี่ไม่ได้ เดินๆ ไปคิดถึงคนในประเทศหนาว ที่เป็นโรคนี้ ว่าต้องทรมานแค่ไหน จนป่านนี้แล้ว แพทย์ทั่วโลกยังไม่พบยาที่ดี

ไปยังบนสุดของหน้านี้

ตอน ๓ ไข้ดำ


เมื่อประมาณ 10 ปี มาแล้ว มีผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งจาก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช มาปรึกษาผู้เขียน เรื่องผิวดำตามตัว โดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้า และเป็นตุ่มแข็งด้วย บุคคลในบ้านทุกคน เป็นเหมือนกัน แถมเพื่อนบ้านอีกหลายครอบครัว มีอาการคล้าย ๆ กัน จนเป็นที่รู้กันว่าเป็นโรคไข้ดำ (ความจริงผิวตัวดำ) และเป็นกันมานานกว่า 30 ปี โดยที่ไม่รู้สาเหตุ ปรึกษาแพทย์หลายท่าน แล้วไม่มีใครรู้จักโรคนี้ เรื่องการรักษาไม่ต้องพูดถึง 

ผู้เขียนตรวจดู ก็ทราบว่าเป็นโรคพิษสารหนูเรื้อรัง แต่ผู้ป่วยปฎิเสธการรับประทานยาต้ม ยาหม้อ ซึ่งมักมีสารหนูผสม (ยาต้มยาหม้อ สมุนไพร รักษาโรคไม่ใคร่หาย ที่ไม่หาย เพราะอาจใช้ยาไม่ถูกกับโรค แต่เมื่อผสมสารหนูลงไป โรคหลายโรคอาจหายได้ เช่น โรคหืด โรคผิวหนังเรื้อนกวาง หรือสะเก็ดเงิน มะเร็งบางชนิด ฯลฯ ) เมื่อผู้ป่วยปฎิเสธ ผู้เขียนนึกขึ้นมาทันทีว่า ต้องมาจากน้ำดื่มแน่ ซึ่งผู้ป่วยใช้น้ำบ่อดื่ม จึงได้มีการตรวจน้ำบ่อทั้งตำบล พบว่ามีสารหนูในระดับต่างๆ กัน สูงบ้าง ต่ำบ้าง และตรวจพบผู้ที่มีอาการรุนแรง ประมาณ 400 คน เริ่มเป็นอีก 2,000 คน และประเภทไม่มีอาการ แต่มีสารหนูภายในร่างกาย หรือเส้นผมกว่า 80% ของประชากร

ปัญหาของสารหนู คือ เมื่อรับประทานจำนวนน้อย แต่นานวัน ก่อให้เกิดการสะสมของสารหนู เวลาผ่านไปประมาณ 2-3 ปี จึงเริ่มมีอาการ แต่ผู้ที่ได้รับสารหนูไม่รู้ตัว กว่าจะมาหาแพทย์ ใช้เวลาประมาณ 10 ปี เมื่อมีอาการชัด คือ ฝ่ามือฝ่าเท้า มีตุ่มแข็ง ๆ หลายตุ่ม ปัญหาตามมาคือ อีก 10 ปีถัดไป กลายเป็นมะเร็งผิวหนัง และอีก 10 ปี จะเป็นมะเร็งของอวัยวะภายใน ถ้าผู้ป่วยไม่ตายจากโรคอื่นเสียก่อน

พิษสารหนูเรื้อรัง เกิดจากดื่มน้ำที่มีสารหนูเจือปนในธรรมชาติ พบผู้ป่วยจำนวนมากใน ประเทศอินเดีย ไต้หวัน บังคลาเทศ ซิลี อาร์เจนติน่า เม็กซิโก จีน อาจพบประปราย ในประเทศฟิลิปปินส์ สหรัฐ นอกจากนี้ ยังเกิดจากความสัพเพร่า หรือไม่รู้เท่า ในโรงงานอุตสาหกรรมราคาถูก ในการแยกสารแร่ธาตุ เช่น ทอง เงิน ทองแดง ตะกั่ว วูลแฟรม สารหนูจะตกตะกอนเป็นผลึก คนงานเอาไปทิ้งในลำธาร เช่น เขตร่อนพิบูลย์ สารหนูที่มีวาเลนซี 3 กลายเป็นวาเลนซี 5 ละลายน้ำได้ จะละลายอยู่ในน้ำบ่อ เมื่อเราดื่มน้ำ หรือใช้น้ำรดผัก สารหนูเข้าสู่ร่างกาย กลายเป็นชนิดวาเลนซี 3 ใหม่ ซึ่งจะไปรวมตัวกับสารเอนไซน์ในร่างกาย ก่อให้เกิดพิษได้ โรงงานในประเทศต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดโรค มีรายงานจาก อินเดีย ญี่ปุ่น โปแลนด์ มาเลเซีย และโรงงานบางแห่ง ผลิตสารหนูออกเป็นไอ ลอยในอากาศ หายใจเข้าไปก่อให้เกิดอาการต่างๆ มีผู้ป่วยหลายคนจาก ประเทศอังกฤษ สหรัฐ สวีเดน และฝรั่งเศส 

ส่วนคนไทยและเอเชีย มักพบจากการได้รับสารหนู จากยาต้ม ยาหม้อ นอกจากนี้ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ก็มีสารหนู แม้แต่ในโรงงานทำเหล้าองุ่น ไม้อัด เซมิคอนดักเตอร์ ฯลฯ

ทางองค์การอนามัยโลก กำหนดค่าของสารหนูไว้สูงสุดในน้ำดื่ม ไม่ควรเกิน 0.05 พีพีเอ็ม แต่ผู้เขียนเคยสำรวจ เด็ก ๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งน้ำดื่มมีค่าสารหนูปกติ และอยู่ห่างจากร่อนพิบูลย์ 50 กม. พบเด็ก ๆ หลายคนเริ่มมีอาการ เริ่มต้น และมีระดับสารหนูสูงเล็กน้อย แสดงว่าระดับสารหนู ที่ 0.05 พีพีเอ็ม นั้นไม่ปลอดภัย ระดับที่ปลอดภัยควรต่ำกว่า 0.02 พีพีเอ็ม


อาการของพิษสารหนู 

อาจพบว่าเป็นผื่นแพ้ ตาอักเสบ น้ำมูกไหล ผนังจมูกทะลุ ที่ผิวหนังมี จุดน้ำตาล และสีขาวสลับกันเต็มตัว แต่ที่ร่อนพิบูลย์ ผู้ป่วยมีผิวดำทั้งตัวเหมือนถ่าน หรือดำแค่ฝ่ามือฝ่าเท้า จากการรวบรวมรายงานทั่วโลก ไม่พบว่าที่ใด จะมีอาการเหมือนผู้ป่วยที่ร่อนพิบูลย์ แม้แต่ผู้ที่กินยาหม้อ ยาต้ม ก็ไม่มีใครมีผิวสีดำเหมือนถ่าน แสดงว่าที่ร่อนพิบูลย์ อาจเกิดจากโลหะชนิดอื่น เช่น ตะกั่ว แคดเมี่ยม เป็นต้น สรุปว่าผิวดำ จริง ๆ ไม่ได้เกิดจากสารหนู มีแต่เฉพาะตุ่มที่ฝ่ามือฝ่าเท้า พูดได้ชัด ๆ คือว่า ที่ร่อนพิบูลย์ โรคเกิดจากโลหะ 2 ชนิด

ตุ่มแข็งที่ฝ่ามือ และฝ่าเท้า(ที่เกิดจากสารหนู) แบ่งออกเป็น 4 ระยะ
1. ตุ่มเล็ก ๆ สีขาวเล็กน้อย และจุดสีดำ
2. ตุ่มใหญ่ขึ้น มีจำนวนมากขึ้น
3. ตุ่มใหญ่ ประมาณ 0.5-1 ซม พยาธิวิทยาเริ่มเป็นมะเร็ง
4. ระยะมะเร็งผิวหนัง

อาการทาง ระบบทางเดินเส้นเลือด
- มือเขียวม่วงคล้ำ
- ในไต้หวัน เกิดเป็นโรคเท้าดำ (เท้าเน่า) แต่ไม่พบที่เมืองไทยและประเทศอื่น ๆ แสดงว่าอาการนี้ อาจเกิดจากสารอื่น (humic acid ?) ปนในน้ำดื่ม

ระบบประสาท อาการชาที่ปลายมือ ปลายเท้า เท้าตก ความจำเสื่อม
ระบบเลือด โลหิตจาง มีการเปลี่ยนแปลงในกระแสเลือด

ระบบอื่นๆ เช่น ทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ตับโต และตับแข็ง มะเร็งตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นกระเพาะปัสสาวะ ปอด ลำไส้ ทางเดินอาหาร ไต กระดูก ตับ
การเป็นมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ เกิดประมาณ 10-40 ปีหลังได้รับสารหนู และยังขึ้นกับ ระดับสารหนูในน้ำบ่อที่ดื่ม มะเร็งผิวหนังนี้ เมื่อรักษาให้หายแล้ว แต่ผื่นมะเร็งใหม่เกิดขึ้นทุก ๆ ปี
หลังจาก 10 ปี ที่ให้การรักษาที่ร่อนพิบูลย์ ติดตามผลของการรักษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ยังไม่เป็นมะเร็งผิวหนัง แสดงว่าการรักษาได้ผล แต่มี 2-3 คนที่ได้รับการรักษาแล้ว เริ่มเป็นมะเร็งผิวหนัง แสดงว่าอาจได้รับยาไม่พอ แต่ผู้ที่เป็นมะเร็ง ก็ยังเป็นมะเร็งน้อยกว่า ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาเลย (ในครอบครัวเดียวกัน) เพราะฉะนั้นเราควรรักษา ให้ระดับสารหนู ลดลงให้น้อยที่สุด

ในเด็กแรกเกิด ก็ยังมีสารหนูในเส้นผม ทั้งๆที่ยังไม่เคยดื่มน้ำบ่อ แสดงว่าได้รับมาจากมารดา เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ที่เข้าไปอยู่ในบริเวณนั้นไม่ถึงปี แม้มิได้ดื่มน้ำบ่อเลย ปรากฎว่ามีสารหนูสูง และเริ่มมีอาการเริ่มต้น 

10 ปีให้หลัง ผู้ที่ถึงแก่ความตายในเขต อ.ร่อนพิบูลย์ มีอัตราตายจากมะเร็ง สูงกว่าอำเภออื่นๆ นับว่า เป็นอุบัติการณ์ที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ ว่าเราควรจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะในยุค ไอ เอ็ม เอฟ นี้ อันตรายจากสารหนู แพทย์ทราบดีอยู่แล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้น แต่อันตรายจากสารโลหะที่ 2 เรายังไม่ทราบอะไรเลย ว่าคือสารอะไร อันตรายแค่ไหน

การรักษา ใช้ยาฉีด BAL ขจัดโลหะที่เป็นพิษทุกชนิด สามารถลดปริมาณสารหนู หรือสารอื่น ๆ ได้ 
ยาดี-เพนนิซิลลามิน ก็ได้ผลพอ ๆ กับยาฉีด ข้อดีคือ ไม่เจ็บตัว ถ้าเป็นตุ่ม หนา ๆ แข็ง ๆ ใช้ยา
กลุ่มเร็ตตินอยด์ ซึ่งราคาแพงมาก และเป็นยาป้องกันมะเร็ง ก็ได้ผลดี นอกจากนี้ อาจมีการผ่าตัด หรือการจี้ไนโตรเจนเหลว หรือใช้รังสีรักษามะเร็งผิวหนัง 

สุดท้ายนี้ เพื่อสุขภาพพลานามัย ที่สมบูรณ์ของประชากร มาตรการการแก้ไข ควรดำเนินไป อย่างไม่รอช้า

ไปยังบนสุดของหน้านี้


copyright©2000-2,Thaicosderm.org, All rights reserved
disclaimer
http://www.thaicosderm.org
webmaster@thaicosderm.org