(close this window to go back to Thaicosderm)
ครีมกันแดดและการปกป้องผิวจากแสงแดด
สุหัทยา อังสุวรังษี
ทำไมจึงควรป้องกันผิวหนังจากแสงแดด
แสงแดด โดยเฉพาะช่วงความยาวคลื่นของอุลตราไวโอเลต มีผลต่อผิวหนังทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
ระยะสั้น ถ้าได้รับแสงแดดมากเกินไป อาจเกิดการไหม้แดดได้ ส่วนในระยะยาวอาจทำให้ผิวหนังมีการแก่ก่อนวัย เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เป็นต้น
ในผู้ป่วยโรคผิวหนังหลายชนิด เช่น SLE, DLE, PMLE, Solar urticaria, porphyria, xeroderma pigmentosum, actinic prurigo เป็นต้น จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด เนื่องจากจะทำให้โรคกำเริบขึ้นได้
การจะเกิดมะเร็งผิวหนัง ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง นอกจากเป็นผลสะสมจากการได้รับแสงอุลตราไวโอเลต ในระยะยาวแล้ว ยังขึ้นกับสีผิวของคนเราด้วย ในชนชาติที่ผิวขาว จะเกิดมะเร็งผิวหนังได้มากกว่าชนชาติที่สีผิวคล้ำ นอกจากนี้ตำแหน่งที่อาศัยอยู่ก็มีความสำคัญ ถ้าอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ก็มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น สำหรับคนไทย แม้มะเร็งผิวหนังจะไม่ได้พบมากเท่าในคนผิวขาว แต่มะเร็งผิวหนังบางชนิดก็มีความร้ายแรง และสามารถแพร่กระจายได้
สิ่งเหล่านี้ สามารถป้องกันได้ เพียงแต่ทำความเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติตัวที่จะไม่ให้ผิวหนัง ต้องได้รับแสงแดดในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และมีกิจกรรมที่อยากทำได้พอสมควร ไม่ใช่ต้องหลบซ่อนอยู่แต่ในร่มเงาตลอดเวลา
(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แสงแดดกับผิวหนัง)
การป้องกันผิวหนังจากแสงแดด
- ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง ๑๐ โมงเช้า ถึง ๓ โมงเย็น เนื่องจาก เป็นช่วงที่มีความเข้มของแสงอุลตราไวโอเลตบี
ซึ่งเป็นสาเหตุของการไหม้แดด และในระยะยาวอาจเกิดมะเร็งผิวหนัง สำหรับแสงอุลตราไวโอเลตเอที่ตกถึงพื้นโลกนั้น มีความเข้มของแสง ค่อนข้างคงที่ตลอดวัน และยังสามารถผ่านทะลุกระจก ผ่านก้อนเมฆในวันที่ดูเหมือนมืดคลื้มได้
- สวมเสื้อผ้าแขนยาว สวมหมวกปีกกว้าง กางร่ม
- สวมแว่นตาที่สามารถกันแสงอุลตราไวโอเลต เพื่อป้องกันการเกิดต้อกระจก
- พยายามเดินหรืออยู่ในบริเวณที่มีร่มเงา
- ใช้ครีมกันแดด
ครีมกันแดดคืออะไร
ครีมกันแดด เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ ช่วยปกป้องผิวหนังจากแสงแดด
ครีมกันแดด มีสองชนิด คือ
- chemical sunscreen มีคุณสมบัติในการดูดซับแสงแดด และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี มีหลายชนิด บางชนิดกันได้แต่ UVB ได้แก่ PABA, Salicylates, Cinnamates แต่บางชนิดก็สามารถกัน UVB และกันUVA ได้บางส่วน เช่น Benzophenones และบางชนิดเช่น Parsol 1789 กันได้แต่ UVA เป็นต้น
PABA เป็นสารเคมีที่ใช้กันมานาน แต่ต่อมาพบว่า มีการแพ้ได้บ่อย ทำให้ความนิยมลดลง สารในกลุ่ม Benzophenones ในระยะหลังก็พบการแพ้ได้บ่อยมากขึ้นเช่นกัน- physical sunscreen ออกฤทธิ์โดยการสะท้อนแสงแดด ออกจากผิวหนัง ได้แก่ Titanium dioxide, Zinc oxide เป็นต้น สารในกลุ่มนี้ ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB และยังถูกดูดซึมเข้าผิวหนังน้อยมาก จึงไม่พบการแพ้ ข้อเสียคือ ทาแล้วจะมองเห็นผิวหน้าเป็นสีขาวเกินไป จึงได้มีการปรับปรุงให้ particle size มีขนาดเล็กลง เมื่อทาแล้วจะเห็นสีขาวน้อยลง แต่พบว่าการออกฤทธิ์เมื่อ particle size เล็กมากๆ จะเปลี่ยนเป็นแบบดูดซับแสง คล้ายกับ chemical sunscreen อย่างไรก็ตาม สารในกลุ่มนี้ค่อนข้าง inert จึงปลอดภัย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแพ้สัมผัส
อะไรคือ SPF
SPF (Sun Protection Factor) คือตัวเลขที่บอกความสามารถของครีมกันแดด ในการป้องกันไม่ให้ผิวหนังเกิดการไหม้แดด
ตัวเลขของ SPF คือจำนวนเท่าของระยะเวลาที่เราจะอยู่ท่ามกลางแสงแดด ได้โดยไม่เกิดการไหม้แดด เมื่อเทียบกับไม่ใช้ครีมกันแดด โดยผิวหนังที่ทำการทดสอบ จะทาครีมกันแดดในปริมาณ ๒ มก./ตร.ซม.
ตัวอย่างเช่น ถ้าในเวลาปกติที่ไม่ใช้ครีมกันแดด ถ้าออกไปอยู่กลางแดด เป็นเวลาประมาณ ๓๐ นาที จะเกิดผิวไหม้ เมื่อใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 จะสามารถอยู่ได้นานขึ้น ๑๕ เท่า โดยไม่มีอาการไหม้แดด ซึ่งก็เท่ากับ ๗ ชั่วโมง ๓๐ นาที
ครีมกันแดดที่มี SPF 15 จะกันแสง UVB ได้ประมาณ ๙๓% SPF 30 จะกันได้ประมาณ ๙๗% และSPF 2 จะกันได้ประมาณ ๕๐%์
ข้อควรคำนึงเกี่ยวกับ SPF
แม้ว่า SPF จะสูงเท่าใด ก็ไม่ได้สามารถกันแสงอุลตราไวโอเลตได้ ๑๐๐%
SPF บอกแต่ความสามารถในการป้องกัน UVB เท่านั้น เนื่องจากใช้การไหม้แดดเป็นตัววัด ซึ่งการไหม้แดดเป็นผลจาก UVB
ในปัจจุบัน ยังไม่มีตัววัดมาตรฐานสำหรับ UVAผลของแสงอุลตราไวโอเลตบางอย่างต่อผิวหนัง เช่น การเกิดมะเร็งผิวหนัง การแก่ของผิวหนังก่อนวัย เป็นผลสะสม จากการได้รับแสงอุลตราไวโอเลต ในระยะยาว ในปริมาณแสงที่ต่ำกว่าแสงที่ทำให้เกิดการไหม้แดด และ UVA ก็มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ได้เช่นเดียวกับ UVB ดังนั้นแม้จะใช้ครีมกันแดดที่มี SPF สูงก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถป้องกันผลของแสงแดดต่อผิวหนังได้ทุกอย่าง จึงยังคงต้องปกป้องผิว โดยวิธีอื่นร่วมด้วย
ดังได้บอกแล้วว่า การวัดค่า SPF นั้น มาตรฐานอยู่ที่ต้องทาครีมกันแดด ในปริมาณ ๒ มก./ตร.ซม. ดังนั้นเวลาทาครีมกันแดด ถ้าทาบางเกินไป จะไม่ได้ SPF ตามที่ระบุไว้
อะไรคือ waterproof และ water-resistant
waterproof คือครีมกันแดดที่ยังคงสภาพSPF ที่กำหนด หลังจากทาครีมนี้ และอยู่ในนํ้าเป็นเวลา ๘๐ นาที
water-resistant คือครีมกันแดดที่ยังคงสภาพSPF ที่กำหนด หลังจากทาครีมนี้ และอยู่ในนํ้าเป็นเวลา ๔๐ นาที
จะเลือกครีมกันแดดอย่างไร
เลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และUVB
สำหรับผิวคนไทย แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 เป็นอย่างน้อย
ทาครีมกันแดดอย่างน้อย ๓๐ นาทีก่อนออกสู่แสงแดด และทาซํ้าทุก ๒ ถึง ๓ ชั่วโมง ถ้ายังต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดต่อไป
เลือกครีมกันแดด waterproof หรือ water-resistant ถ้าจะว่ายนํ้าหรือออกกำลังกายที่มีเหงื่อออกมาก
จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดทุกวันหรือไม่
คำถามนี้ คงไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง คงต้องพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
- ครีมกันแดดหากใช้เป็นประจำทุกวัน ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
- กิจวัตรประจำวัน มีโอกาสสัมผัสแสงแดดมากแค่ไหน ถ้าออกจากบ้านแต่เช้ามืด กลับดึก และอยู่แต่ในตึกตลอดทั้งวัน ก็อาจพิจารณาใช้ครีมกันแดด เฉพาะบางวันที่จำเป็น
- ข้อควรคำนึงอีกอย่างคือ แสงแดดสามารถสะท้อนพื้นน้ำ พื้นทราย ได้ แม้จะอยู่ในร่มเงาก็ยังมีโอกาสได้รับแสงอุลตราไวโอเลตได้ นอกจากนี้ แสง UVA ผ่านทะลุกระจกได้ การนั่งทำงานในร่ม แต่ใกล้หน้าต่างก็มีโอกาสได้รับแสงเช่นกัน
- แสง UVA ผ่านทะลุก้อนเมฆได้ และมีปริมาณแสงค่อนข้างคงที่ตลอดเวลาที่มีแสงสว่าง ดังนั้น คำแนะนำที่ให้เลี่ยงแสงแดดในช่วงแดดจ้า ๑๐ โมงเช้า ถึง ๓ โมงเย็นนั้น จึงได้ผลในการป้องกันแสงในช่วง UVB เป็นหลัก
อายุที่ควรเริ่มใช้ครีมกันแดด
เนื่องจากผลระยะยาวของแสงแดดต่อผิวหนังนั้น เป็นผลสะสมในระยะยาว มีการศึกษาว่า ปริมาณแสงแดด ๘๐% ที่คนเราได้รับ ตลอดทั้งชีวิตนั้น
ได้มาตั้งแต่ช่วงอายุ ๑๘ ปีแรกของชีวิต ดังนั้น จึงแนะนำว่าในเด็ก ก็ควรปกป้องผิวหนังจากแสงแดดเช่นเดียวกัน เวลาเด็กไปว่ายน้ำ ควรทาครีมกันแดดให้ทั่วบริเวณที่อยู่นอกร่มผ้า รวมถึง ใบหน้า ใบหูด้วย และควรทาครีมกันแดดก่อนลงน้ำอย่างน้อย ๓๐ นาที
อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดในเด็กที่เล็กมาก เช่นอายุต่ำกว่า ๖ เดือน ควรจะให้เด็กหลีกเลี่ยงแสงแดด
การแพ้ครีมกันแดด
ครีมกันแดดในปัจจุบัน มักมีส่วนผสมของสารเคมีหลายชนิด เนื่องจากยังไม่มีตัวใดที่สามารถป้องกันได้สมบูรณ์ ทั้ง UVA และ UVB จึงทำให้มีโอกาสแพ้สารเคมีในครีมกันแดดได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจแพ้สารตัวอื่นที่ผสมเข้าไปเพื่อเป็น antioxidant, preservative หรือ emulsifier ได้ด้วย
โดยทั่วไป สารเคมีในกลุ่ม chemical sunscreen จะพบการแพ้ได้ โดยเฉพาะ PABA และ Benzophenones พบการแพ้ได้บ่อย ส่วน physical sunscreen ค่อนข้างปลอดภัย เนื่องจากไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง
ผลของครีมกันแดดต่อการสร้างวิตะมินดีในร่างกาย
มีคำถามว่า ถ้าใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายขาดวิตะมินดีหรือไม่ สำหรับในประเทศไทย ซึ่งมีแสงแดดตลอดทั้งปี การใช้ครีมกันแดดไม่มีผลให้ร่างกายขาดวิตะมินดี
copyright©2000-2,Thaicosderm.org, All rights reserved
disclaimer
http://www.thaicosderm.org
webmaster@thaicosderm.org