(close this window to go back to thaicosderm)

  การรักษาแผลเป็นและรอยเหี่ยวย่น

พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ

 

1.การใช้ยาทา

2.การใช้สารเคมีลอกหน้า

3.การทำ Dermabrasion

4.การกรอหน้าด้วยเลเซอร์

5.การฉีด Filling substance

6.การฉีด Botox

7.การตัดเย็บรักษาแผลเป็น


การรักษาแผลเป็น และริ้วรอยเหี่ยวย่นนั้น สามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การใช้ยาทาเฉพาะที่ การลอกหน้าด้วยสารเคมี เคื่องกรอหน้า หรือเลเซอร์ การฉีดสารลบริ้วรอย ไปถึงการตัดเย็บ ซึ่งการรักษาแต่ละวิธี ก็เหมาะกับแผลเป็น หรือริ้วรอยเหี่ยวย่น ในแต่ละชนิด

1.การใช้ยาทารักษาแผลเป็นและริ้วรอย

ยาที่มีการทำการวิจัยแล้วว่า ได้ผลลบริ้วรอยเหี่ยวย่น และช่วยแผลเป็นได้บ้างนั้น มีอยู่ ๒ ชนิด คือ กรดวิตามินเอ และกรดอัลฟาไฮดรอกซี่ สารทั้งสอง ออกฤทธิ์ลบริ้วรอย และแผลเป็น โดยการกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ และกระตุ้นให้เกิดการ หนาตัวของเซลล์ผิวหนัง ชั้นหนังกำพร้า การรักษาประเภทนี้ จะเหมาะกับแผลเป็นชนิดตื้นๆ และค่อนข้างใหม่ หรือริ้วรอยชนิดตื้นๆ บริเวณใบหน้า และรอบดวงตา แต่ถ้าเป็นแผลเป็น หรือริ้วรอยชนิดลึกมาก การรักษาด้วยวิธีนี้ มักจะไม่ได้ผล การรักษาวิธีนี้ ต้องใช้เวลานาน ถึง ๓-๖ เดือน กว่าจะเริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

2.การใช้สารเคมีลอกหน้า รักษาแผลเป็นและริ้วรอย

การลอกหน้าโดยใช้สารเคมี เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ สมัยอียิปต์โบราณ จนถึงปัจจุบัน โดยสารเคมีที่ใช้กันนั้น มีอยู่หลายชนิด และมีการพัฒนาเรื่อยมา เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด และเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด สารเคมีที่ใช้ในการลอกหน้านั้น มีหลายชนิด ซึ่งการเลือกใช้แต่ละชนิดนั้น ขึ้นอยู่กับ ความตื้นลึก ของแผลเป็นและริ้วรอย ที่ต้องการทำการรักษา ตัวอย่างของสารเคมี ที่ค่อนข้างจะเป็นที่นิยม และใช้กันแพร่หลาย ก็จะมี sulfur, resorcinol, alpha hydroxy acid 30-70%, betahydroxy acid 10-30%, trichloracetic acid 20-90% และ phenol peel ซึ่งสารแต่ละชนิด ก็จะมี ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย แตกต่างกันออกไป เนื่องจากแต่ละชนิด จะก่อให้เกิดแผล ที่ตื้นลึกไม่เท่ากัน สารที่มีความเข้มข้นต่ำ มักก่อให้เกิดการลอกในชั้นตื้นๆ ส่วนสารที่มีความเข้มข้นสูง หรือ phenol จะก่อให้เกิดการลอกในชั้นลึก ซึ่งค่อนข้างจะได้ผลดี สำหรับแผลเป็นหรือริ้วรอยชนิดลึก แต่ผลข้างเคียง เกิดขึ้นค่อนข้างมาก และระยะเวลาในการหายของแผล ก็ค่อนข้างนาน การเลือกใช้ต้องเลือกให้เหมาะสม กับสภาพปัญหา ที่จะทำการรักษา และผลที่ต้องการหลังการรักษา

การรักษาโดยสารเคมีลอกหน้า ควรทำด้วยความระมัดระวัง และทำโดยผู้มีประสบการณ์ เพราะอาจก่อให้เกิด ผลข้างเคียงตามมาได้ เช่น ผิวหนังเปลี่ยนสี อาจเป็นดำหรือขาว หรือ อาจเกิดแผลเป็นเพิ่มมากขึ้นได้ หรือบางครั้ง อาจเกิดเป็น keloid ได้

ไปยังบนสุดของหน้านี้

3.การทำ Dermabrasion รักษาแผลเป็นและริ้วรอย

Dermabrasion คือการกรอผิว ซึ่งสามารถทำได้โดย ใช้กระดาษทรายชนิดพิเศษในสมัยก่อน หรือเครื่องมีอที่พัฒนาขึ้นมา โดยเฉพาะ แพทย์ผู้ทำสามารถควบคุม ความลึก และความตื้น ของผิวที่ต้องการกรอได้ เช่น หัว diamond fraiser หรือ wire brush ซึ่งการเลือกใช้ ก็ขึ้นกับความตื้นลึก ของแผลเป็นและริ้วรอยนั้นๆ

โดยปกติแล้ว การทำ dermabrasion จะเหมาะกับแผลเป็นชนิดที่เป็นแผ่นกว้าง หรือริ้วรอยที่ไม่ลึกมากนัก แต่จะไม่เหมาะกับ แผลเป็นที่เป็นรูลึกๆ ซึ่งการทำ dermabrasion มักจะไม่ค่อยได้ผล ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จาก dermabrasion ก็เช่นเดียวกับ การใช้สารเคมี คือ อาจทำให้ผิวเปลี่ยนสี หรือเกิดแผลเป็นมากขึ้นได้ การทำ dermabrasion ต้องอาศัยประสบการณ์มากพอสมควร ในการที่จะทำให้ผลออกมาดี และมีผลข้างเคียงน้อย

4.การกรอหน้าโดยการใช้เลเซอร์ รักษาแผลเป็นและริ้วรอย

การกรอหน้าโดยการใช้เลเซอร์ มีมาค่อนข้างนาน โดยสมัยก่อน แพทย์มักจะใช้คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ ในการกรอหน้า ซึ่งก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมาค่อนข้างมาก และแผลที่กรอโดยเลเซอร์ กว่าจะหายก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน ในปัจจุบัน เลเซอร์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ เช่น Erbium YAG หรือคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ชนิด Ultrapulse, Surescan, Silkscan สามารถกรอหน้าได้ดีกว่า และผลข้างเคียงรวมถึง ระยะเวลาการหายของแผลน้อยกว่า คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์แบบเก่า แต่อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียง ผิวหนังเปลี่ยนสี และแผลเป็นมากขึ้น หรือเกิดเป็น keloid ขึ้นมาได้ หากไม่ได้ทำด้วยความระมัดระวัง

การทำเลเซอร์เหมาะกับ แผลเป็น หรือริ้วรอยชนิดลึก ซึ่งผลที่ได้ค่อนข้างดี แต่ระยะเวลาการหายของแผล รวมทั้งรอยแดง และรอยดำค่อนข้างนาน ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเลเซอร์ชนิดที่สามารถ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรืออีลาสตินใต้ผิวหนังได้ หรือกระตุ้นให้เกิดการเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจน หรืออีลาสตินใต้ผิวหนังได้ โดยที่ไม่ก่อให้เกิดแผล ซึ่งเรียกว่า nonablative laser resurfacing แต่เลเซอร์ชนิดนี้ ในปัจจุบันยังให้ผลไม่แน่นอน และผลที่ได้ ไม่ดีเท่าไรนัก

ไปยังบนสุดของหน้านี้

5.การฉีด Filling substance รักษาแผลเป็นและริ้วรอย

สารที่นำมาฉีดให้แผลเป็น หรือริ้วรอยเต็มขึ้นมานั้น มีอยู่หลายชนิด โดยแต่ละชนิดนั้น ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ ต้องเป็นสารที่ค่อนข้างเฉื่อย และก่อให้เกิดปฏิกิริยา ต่อร่างกายน้อยมาก ฉีดแล้วต้องไม่ไหลและคงตัว และต้องสามารถคาดคะเนผล ที่เกิดจาการฉีดได้

ตัวอย่างสารที่ใช้กันบ่อยในประเทศไทย เช่น สาร silicone เป็นสารฉีดชนิดถาวร ไม่เสื่อมสลายไป ในสมัยก่อน มีการฉีดกันค่อนข้างมาก หลังฉีดระยะแรกผลค่อนข้างดี แต่ในระยะยาว ก่อให้เกิดปัญหาค่อนข้างมาก ทั้งการไหลของสาร และการเกิดแกรนูโลม่าใต้ผิวหนัง ซึ่งการรักษาทำได้ยากมาก และผลมักจะไม่ค่อยเป็นที่พอใจ หรือดูแย่ลง ในปัจจุบันได้มีการห้าม ไม่ให้ฉีดสาร siliconeในบางประเทศ เนื่องจากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

สาร collagen ตัวที่ใช้กันบ่อย และใช้มานาน และได้รับการรับรองโดย องค์การอาหารและยาของสหรัฐ คือ Zyderm I, Zyderm II, และ Zyplast สารกลุ่มนี้ค่อนข้างปลอดภัย อยู่ในร่างกายประมาณ ๖-๑๘ เดือน สามารถเลือกฉีดในริ้วรอย ทั้งตื้นและลึกได้ แล้วแต่ชนิดของสาร หลังจากนั้นก็เสื่อมสลายไป ข้อเสียคือ ต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ก่อนที่จะฉีด เพราะโอกาสแพ้นั้นเกิดขึ้นได้ ๒-๓%

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนา คอลลาเจนชนิดใหม่ ใช้ชื่อการค้าว่า Artecoll โดยมีส่วนผสมของคอลลาเจน และ PMMA bead ทำให้สารนี้ สามารถอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น นาน ๓-๕ ปี และโอกาสแพ้น้อยลง ทำให้สามารถฉีดได้ โดยไม่ต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ก่อน แต่อย่างไรก็ตาม สารนี้ก็ยังก่อให้เกิดการแพ้ได้ และบางครั้งก่อให้เกิด แกรนูโลม่า เป็นก้อนใต้ผิวหนัง

สาร hyaluronic ในปัจจุบันสาร hyaluronic ค่อนข้างจะเป็นที่นิยม และใช้กันแพร่หลาย เนื่องจากเชื่อว่า อาจก่อให้เกิดการแพ้ น้อยกว่าคอลลาเจน กลุ่มของสารตัวนี้ ก็เช่นเดียวกับ collagen คือ มีหลายประเภท ตั้งแต่ประเภทที่อยู่นาน ๖ เดือน ถึงประเภทที่อยู่ได้นาน ๓-๕ ปี และสามารถเลือกฉีดในริ้วรอย ที่ตื้นและลึกได้ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็เช่นเดียวกับ collagen คืออาจแพ้ หรือเกิดแกรนูโลม่า เป็นก้อนใต้ผิวหนังได้

การเลือกใช้สารแต่ละชนิด ก็ขึ้นอยู่กับความตื้นลึก ของแผลเป็นหรือริ้วรอย ที่ต้องการรักษา และประสบการณ์ของผู้ฉีดกับสารนั้นๆ

ไปยังบนสุดของหน้านี้

6.การฉีด Botox รักษาริ้วรอยบนใบหน้า

ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา Botox เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย สำหรับริ้วรอยเหี่ยวย่น ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณขมวดคิ้ว รอยย่นบนหน้าผาก และรอยย่นรอบดวงตา สาร Botox เป็นสารที่ทำจากแบคทีเรีย มีฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อ สารนี้จะออกฤทธิ์ ประมาณ ๑-๒ สัปดาห์หลังฉีด และจะอยู่ได้นาน ๓-๔ เดือน ในการฉีดครั้งแรก และจะอยู่ได้นานขึ้นเรื่อยๆ ในการฉีดครั้งต่อไป ซึ่งอาจอยู่ได้ ๘-๙ เดือนหลังการฉีดครั้งที่ ๓-๔  ผลข้างเคียง อาจทำให้หนังตา หรือคิ้วตำได้ หากขาดความชำนาญในการฉีด ในปัจจุบัน ได้มีการนำ Botox มาฉีดริ้วรอยบริเวณอื่น เช่น รอบปาก คอ ข้างจมูก แต่ผลข้างเคียงจะเกิดได้งง่ายกว่า และผลที่ได้บางครั้งไม่ดีเท่าที่ควร

7.การตัดเย็บรักษาแผลเป็น

แผลเป็นที่ค่อนข้างจะเป็นหลุมลึกและแคบ การรักษาด้วยวิธีการกรอหน้า หรือการฉีดสารเติมให้เต็ม มักจะไม่ค่อยได้ผล การทำ punch excision และ graft มักจะได้ผลค่อนข้างดี หรือแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่ กว้างและลึก การตัดเย็บให้แผลมีขนาดเล็กลง และตามด้วยการกรอหน้า ก็มักจะให้ผลค่อนข้างดี

โดยสรุปแพทย์ที่ทำการรักษา สามารถเลือกใช้วิธีต่างๆ หรือใช้หลายวิธีร่วมกัน ในการรักษาขึ้นอยู่กับประเภทของแผลเป็น และริ้วรอยนั้นๆ หากเลือกๆได้อย่างเหมาะสม ผลที่ออกมามักจะค่อนข้างดี

ไปยังบนสุดของหน้านี้

 


copyright©2000-2,Thaicosderm.org, All rights reserved
disclaimer
http://www.thaicosderm.org
webmaster@thaicosderm.org